2064996
 
  • NICHE Natural Health

หน้าเป๊ะปังทำฮอร์โมนพังได้! Your Makeup Can Disrupt Your Hormones!

Updated: Apr 7, 2018

HIGHLIGHTS

  • โดยเฉลี่ยแล้วในแต่ละวันผู้หญิงหนึ่งคนจะใช้ผลิตภัณฑ์ความงามมากถึง 12ชนิด ซึ่งประกอบด้วยส่วนผสมถึง168ชนิด ในส่วนผสม168ชนิดนี้ส่วนใหญ่เป็นสารเคมีที่รบกวนการทำงานของต่อมไร้ท่อ(EDCs)

  • มีงานวิจัยใหม่ที่แสดงให้เห็นว่าสารเคมีเหล่านี้ไม่เพียงแต่สร้างกระทบต่อภาวะเจริญพันธุ์ แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งที่ก่อให้เกิดภาวะเจ็บป่วยอื่นเช่นโรคอ้วนและโรคหลอดเลือดหัวใจ

  • บทความนี้จะรวบรวมงานวิจัยเรื่องผลกระทบของสาร Phthalates, Bisophenol A, Triclosan และ Paraben ซึ่งเป็นสารเคมีที่ผสมอยู่ในเครื่องสำอางมากที่สุด


ผลิตภัณฑ์ของใช้ส่วนตัวผลิตขึ้นโดยมีจุดประสงค์เพื่อใช้ในด้านการรักษาความสะอาดและด้านความสวยความงาม ในปี 2015 ยอดขายสินค้าเกี่ยวกับความงามทำรายได้ถึง 46.2 ล้านเหรียญสหรัฐ และยังมีแนวโน้มพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ


โดยเฉลี่ยแล้วในแต่ละวันผู้หญิงหนึ่งคนจะใช้ผลิตภัณฑ์ความงามมากถึง 12 ชนิดซึ่งประกอบด้วยส่วนผสมถึง 168 ชนิด ในส่วนผสม 168 ชนิดนี้ ส่วนใหญ่เป็นสารเคมีที่รบกวนการทำงานของต่อมไร้ท่อ (EDCs) เพราะสร้างผลกระทบต่อสมดุลฮอร์โมนในร่างกาย


งานวิจัยใหม่ที่แสดงให้เห็นว่าสารเคมีเหล่านี้ไม่เพียงแต่สร้างกระทบต่อภาวะเจริญพันธุ์ แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งที่ก่อให้เกิดภาวะเจ็บป่วยอื่นเช่น โรคอ้วนและโรคหลอดเลือดหัวใจ


บทวิจารณ์นี้จะมุ่งเน้นประเด็นไปที่ผลกระทบของสาร phthalates, bisophenol A, triclosan และ พาราเบน ต่อสุขภาพของสตรี ซึ่งสารเหล่านี้จะถูกพบในผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพของผู้หญิงเป็นส่วนใหญ่


PHTHALATES


โดยทั่วไปแล้ว Phthalates เป็นสารเคมีที่ใช้เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นและความอ่อนตัวให้กับพลาสติก

ซึ่งสารนี้จะจับกันด้วยพันธะโควาเลนท์ ทำให้โมเลกุลของพลาสติกจับกันได้ไม่แน่น สารนี้สามารถซึมเข้าสู่ร่างกายได้ดังนั้นเราสามารถพบสารนี้ได้ตามส่วนของเหลวในร่างกาย รวมทั้งในเลือด น้ำนม น้ำลายและปัสสาวะ Phthalates ถูกแบ่งออกเป็นสองอย่างคือ สารที่มีโมเลกุลหนัก (HMW) และสารที่มีโมเลกุลเบา (LMW) โดยการแบ่งนี้ขึ้นอยู่กับชนิดของสารและความยากง่ายของการสะสมในร่างกาย

สารโมเลกุลหนักจะสะสมในร่างกายได้น้อยกว่าสารโมเลกุลเบาแม้ว่าสารเหล่านี้จะไม่ได้มีปริมาณมากในผลิตภัณฑ์ โดยสารที่มีโมเลกุลเบา (LMW) สามารถพบได้ในผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพผู้หญิง Phthalates

จะมีฤทธิ์คล้ายฮอร์โมนเอสโตรเจน และสามารถรบกวนการทำงานของต่อมไรท่อที่ทำหน้าที่ยับยั้งฮอร์โมนเอนโดรเจน


มีการศึกษาในสัตว์ทดลองพบว่าสารนี้มีผลกระทบต่ออวัยวะสืบพันธุ์และกระบวนการเจริญเติบโตของตัวอ่อนในครรภ์ การศึกษาใน ปี 2009 ได้หาความสัมพันธ์ระหว่างการได้รับสาร Phthalates ในระยะตั้งครรภ์และผลกระทบต่อสุขภาพเด็ก โดยเฉพาะผลต่อระยะห่างจากทวารถึงอวัยวะสืบพันธุ์ของเด็กที่เป็นตัวชี้วัดระดับฮอร์โมนเอนโดรเจนในมดลูก การศึกษาในครั้งนี้ทำการศึกษาในหญิงตั้งครรภ์ซึ่งมีแผนการรักษาที่จะได้รับการเจาะถุงน้ำคร่ำ โดยได้ทำการเก็บน้ำคร่ำและปัสสาวะมาตรวจ เมื่อได้มีการคลอดเด็กแรกเกิดจำนวน65คน มีการบันทึกน้ำหนัก ส่วนสูง อายุครรภ์ และวัดระยะห่างจากทวารถึงอวัยวะสืบพันธุ์ ผลการศึกษาบ่งชี้ได้ว่าการได้รับสาร Phthalates ส่งผลให้ระยะจากทวารถึงอวัยวะสืบพันธุ์นั้นสั้นในทารกเพศหญิง จากการศึกษาสามารถพบความสัมพันธ์หลายอย่าง รวมถึงพบว่า สารนี้ส่งผลให้เด็กเพศหญิงเข้าสู่ภาวะเจริญพันธุ์ได้ช้ากว่าปกติและต่อมหมวกไตทำงานผิดปกติ


แต่ในทางตรงกันข้าม มีงานศึกษาของ Chou ที่ศึกษาในเพศหญิง 89 คน (56คนเริ่มเข้าสู่ภาวะเจริญพันธุ์ ) มีการตรวจพบสาร Phthalates สูงในปัสสาวะของหญิงที่เป็นสาวก่อนวัยเมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม ดังนั้นอาจเรียกได้ว่าการได้รับสาร Phthalates จะปรากฎผลกระทบต่อสุขภาพผู้หญิง


แต่ก็ยังมีงานวิจัยอีกหลายชิ้นที่จำเป็นจะต้องพิสูจน์หาผลกระทบที่แท้จริงต่อไป ในปี 2012 Oslen ได้ทำการทดสอบหาความสำพันธ์ระหว่างระดับการหมุนเวียนเลือดที่มีสารPhthalates และความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดในผู้สูงอายุจำนวน 1,016คน ในสวีเดน ผลการศึกษาบ่งชี้ได้ว่าการเผาผลาญสาร Phthaletes ชนิด MMP(LMW) มีความสัมพันธ์กับระดับ LDL-Cholesterol และเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ


BISPHENOL A


Bisphenol A (BPA) พบได้ในอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ Polycarbonate และ Epoxy resins มนุษย์ได้รับสารนี้เข้าสู่ร่างกายทางปากและระบบทางเดินอาหาร ซึ่งสารนี้มาจากอาหารที่ถูกห่อด้วยแผ่นฟรอยด์กันความร้อนซึ่งมีสาร BPA อยู่


สารนี้อาจได้รับโดยการดื่มน้ำที่สัมผัสกับแผ่นกันความร้อนหรือข้าวของเครื่องใช้ในบ้าน

BPA ส่วนใหญ่ถูกกำจัดออกจากร่างกายทางปัสสาวะและสามารถตรวจพบสารได้ในส่วนของของเหลวและเนื้อเยื่อในร่างกาย สารนี้มีโครงสร้างคล้าย 17 Beta estradiol และมีผลต่อ Estrogen-related receptor ซึ่งมีผลเพิ่มภาวะดื้อต่ออินซูลิน เพิ่มการสร้างเซลล์ไขมัน ทำให้เบต้าเซลล์ของตัวอ่อนมีปัญหา ก่อให้เกิดการอีกเสบและก่อสารอนุมูลอิสระ


ในปี 2011 Carwell และ Micheal ใช้ข้อมูลจากการศึกษาในผู้ใหญ่จำนวน 2,747คน อายุ18-74ปี ซึ่งเป็นข้อมูลการสำรวจของ NHANES ปี2003-2006 ที่หาผลกระทบของ BPA และอุบัติการณ์เกิดโรคอ้วน ภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนจะใช้ค่า BMI เป็นตัวชี้วัด โดยผู้ที่เป็นจะมีค่าอยู่ระหว่าง 25-29 และ มากกว่า 30 ตามลำดับ มีการค้นพบว่าความเข้มข้นของสาร BPA มีความสัมพันธ์กับการเกิดโรคอ้วน ผู้เข้าร่วมที่มีค่า BPA สูงกว่าควอไทล์มีขนาดรอบเอวมากถึง 3.64-3.98 ซึ่งเป็นขนาดที่ถือว่ามีภาวะอ้วนลงพุงเมื่อเทียบกับกลุ่มที่มีค่า BPA ในควอไทล์ต่ำสุด


แม้ว่าสารนี้สามารถพบได้ทั้งในเพศหญิงและชายแต่เมื่อนำมาแยกศึกษาตามเพศแล้วพบว่า ผลลัพธ์ของสาร BPA ต่อร่างกายจะเกิดกับเพศชายมากกว่า

ในปี 2104 Sun ได้ศึกษาโดยทดสอบหาความสัมพันธ์ของความเข้มข้นสาร BPA และ Phthalates กับความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวานชนิดที่2ในกลุ่มของ NHS และ NHSII โดยได้เก็บปัสสาวะจากทั้งสองกลุ่มไปตรวจหาสาร BPA และวินิจฉัยโรคเบาหวานโดยใช้แบบสอบถามมีผู้เข้าร่วมที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ทั้งหมด 971 ราย และมากไปกว่านั้นยังพบว่าความเข้มข้นของสาร BPA และ Butyl Phthalates ในปัสสาวะ มีความสัมพันธ์กับอุบัติการณ์เกิดโรคเบาหวานชนิดที่2อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งข้อมูลนี้ได้ถูกบันทึกไว้ในกลุ่มของ NHSII


ถึงแม้ว่าส่วนใหญ่แล้วจะบบสาร BPA เข้าสู่ร่างกายทางปากและระบบทางเดินอาหาร แต่ยังมีงานศึกษาเมื่อไม่นานมานี้ของ Hormann แสดงให้เห็นอีกเส้นทางที่สารสามารถเข้าสู่ร่างกายได้ นั่นก็คือโดยการสัมผัสแผ่นฟรอยด์กันความร้อนที่มีสาร BPA อยู่ หลังจากการใช้เจลล้างมือพบว่า BPA ซึมเข้าสู่ผิวหนังได้มากขึ้น ซึ่งบ่งชี้ให้เห็นได้ชัดว่าเจลล้างมือบางชนิดและผลิตภัณฑ์บำรุงผิวอื่นๆมีส่วนผสมของสารเคมีที่ช่วยเพิ่มการซึมผ่านของสาร BPA สู่ร่างกาย การศึกษานี้เป็นการเลียนแบบพฤติกรรมของบุคคลในร้านอาหารฟาสต์ฟู้ด การถือใบเสร็จนานเป็นเวลา45วินาทีหลังจากใช้เจลล้างมือว่า BPA ซึมเข้าสู่ร่างกายได้สูงสุด (581 microgram) หากถือนานเป็นเวลา 2 และ 15 วินาที พบการซึมผ่านสู่ร่างกาย 40% และ 58% ตามลำดับ


สาร BPA ถูกพบเป็นจำนวนเพิ่มขึ้นหลังจากการใช้เจลล้างมือ การถือฟรอยด์ห่ออาหารและการรับประทานเฟรนซ์ฟรายด์โดยใช้มือที่มีการปนเปื้อน เมื่อถือฟรอยด์ห่ออาหารโดยไม่ได้ใช้เจลล้างมือจะพบว่า BPA เข้าสู่ร่างกายได้น้อยกว่าเมื่อเปรีบยเทียบกับค่าพื้นฐาน ถึงแม้ BPA จะไม่ได้พบในผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพเป็นหลัก แต่งานวิจัยนี้ชี้ให้เห็นว่าผลิตภัณฑ์เหล่านี้ก็มีสารเคมีที่ช่วยเพิ่มการซึมผ่านของ BPA เข้าสู่ร่างกาย และเป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคอ้วนและโรคเบาหวานอีกด้วย


TRICLOSAN


Triclosan เป็นสารเอสเทอร์พบได้บ่อยในการใช้เป็นสารขจัดแบคทีเรียในผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพชนิดต่างๆ เช่นยาสีฟัน สบู่ขจัดแบคทีเรีย แชมพู และสารดับกลิ่น Triclosan สามารถซึมผ่านผิวหนังและเข้าร่างกายทางระบบทางเดินอาหาร และยังมีการตรวจพบสารนี้ในปัสสาวะในตัวอย่างปัสสาวะถึง75%จากการสำรวจของ NHANES Triclosan มีโครงสร้างคล้าย BPA และ ฮอร์โมนไทรอยด์ ซึ่งสารนี้อาจมีผลกระทบต่อการทำงานของต่อมไร้ท่อ

Velez ใช้ข้อมูลจากงานศึกษาของ MIREC ที่ศึกษาในผู้หญิงแคนาดา ปี 2008-2011 โดยศึกษาระยะเวลาการตั้งครรภ์ (TTP) ของผู้หญิงจำนวน1,699คน กับผลกระทบของ Triclosan ผลการศึกษาพบว่า Triclosan มีความสัมพันธ์กับการตั้งครรภ์ที่ใช้เวลานาน และในหญิงที่มีค่า Triclosan อยู่ในค่าควอไทล์สูงสุดพบว่าโอกาสของการตั้งครรภ์ลดลงถึง 16%


PARABENS


Parabens หรือ พาราเบน ถูกนำมาใช้เยอะในการเป็นสารต้านจุลชีพ(สารกันบูด)ในเครื่องสำอางค์อาหารและยา พาราเบนซึมเข้าสู่ร่างกายผ่านผิวหนังและขับออกทางปัสสาวะ แต่ยังมีการสะสมตามเนื้อเยื่อในร่างกายด้วย พาราเบนถูกจัดเป็น EDCs

โดยส่งผลให้ฮอร์โมนเอสโตรเจนทำงานได้น้อยลง จากการศึกษาสัตว์ทดลองพบว่าพาราเบนมีผลกระทบต่อระบบสืบพันธ์เพศหญิงและหน้าที่ของต่อมไร้ท่อ พาราเบนมี4ชนิด คือ Butyl- Ethyl- Methyl- และPropyl parabens โดยชนิด Methyl และ Propyl ถูกนำมาใช้เป็นสารต้านจุลชีพในเครื่องสำอางค์ การศึกษาในปี 2013 ได้ทดสอบผู้ป่วย192 คนที่มารักษาภาวะมีบุตรยาก พบควาสัมพันธ์เชิงลบระหว่างความเข้มข้นของ Propyl parabens กับจำนวนไข่ในรังไข่ ผู้ที่มี Propyl parabens ในปัสสาวะสูงพบว่ามี Day3 FSH สูงตาม จึงแสดงให้เห็นว่า Propyl parabens อาจก่อผลเสียต่อรังไข่และมีผลทำให้รังไข่เสื่อมได้เร็วขึ้น


การป้องกัน


การศึกษาปี 2016ในวัยรุ่นหญิง ชี้ให้เห็นว่าการเลือกผลิตภัณฑ์อื่นมาใช้แทนผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของ EDCs สามารถลดการสัมผัสกับสารเหล่านี้ได้ การศึกษานี้มีความจำเพาะเนื่องจากเป็นการเตือนสาวๆเกี่ยวกับสารเคมีและผลกระทบของสารเหล่านี้ จากบทสรุปของการศึกษาพบว่า

  • 71% ของผู้เข้าร่วมเริ่มมองเห็นว่าทำไมควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพที่ปราศจากสาร EDCs

  • 21% ของผู้เข้าร่วมหันมาใส่ใจการทดสอบหาสารเคมีในผลิตภัณฑ์ที่ใช้อยู่ในชีวิตประจำวัน

มากไปกว่านั้น ผู้หญิงหลายคนหันมารู้จักเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ต่างๆและสนใจข้อมูลสำหรับผู้บริโภคว่าควรเลือกผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับความงามอย่างไร จึงเกิดแนวคิดใหม่ที่คนหันมาให้ความสนใจการแพทย์ธรรมชาติบำบัด เพื่อให้แพทย์เป็นเสมือนผู้ชี้แนะว่าผลิตภัณฑ์ชนิดไหนต้องหลีกเลี่ยงเนื่องจากมีผลเสียต่อสุขภาพโดยเฉพาะภาวะเจริญพันธุ์


การเข้าพบแพทย์เบื้องต้นแพทย์จะสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ที่ใช้อยู่ในแต่ละวัน และนำข้อมูลเหล่านี้มาใช้เป็นเครื่องมือในการให้ความรู้และช่วยให้ผู้หญิงสามารถเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ปลอดภัยสำหรับพวกเขาเองและครอบครัวได้


ท่านสามารถนัดพบแพทย์ธรรมชาติบำบัด หรือ Naturopathic Doctor (ND) เพื่อรับคำปรึกษาเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ที่ใช้อยู่ได้ที่ NICHE Natural Health สุขุมวิท ซอย 5 Tel: 086-812-8888 หรือ Line @NICHEhealth


แปลโดย: พยาบาล ภาวินี สุดใจ  Translation by: Pawinee Sudjai, RN Pawinee or "Goi" is a registered nurse at NICHE. 

She is passionated about natural way of maintaining healthy mind and body. Being a natural health provider is the career she loves, and that is why NICHE is the best answer for her. 

When she is not at work, she volunteers in Thailand’s rural area. She also enjoys spending time with her favorite activities such as singing, listening to music and sports.


Source: WOMEN’S PERSONAL CARE PRODUCTS: A DANGEROUS SOURCE OF EDCS by Dr. Alexsia Priolo, ND. Naturopathic Doctor News & Review.


References:

  1. 7 in 10 Female Beauty Consumers Say It’s Important to Look Their Best When Leaving the House. October 6, 2016. Mintel.com Web site. http://tinyurl.com/ya253vcg. Accessed July 10,2017.

  2. Exposures add up – Survey results. 2007-2017. EWG’s Skin Deep® Cosmetics Database. EWG Web site. http://tinyurl.com/yd9o7cb3. Accessed July 10, 2017

  3. Mariana M, Feiteiro J, Verde I, Cairrao E. The effects of phthalates in the cardiovascular and reproductive systems: A rev